|
เขียนโดย Tadcha Jara
|
|
วันจันทร์ที่ 16 มกราคม 2012 เวลา 11:16 น. |
|
ที่เมืองนครศรีธรรมราชนี้เองที่ศรีปราชญ์สามารถแสดงทักษะด้านกวีได้อีก เช่นกัน เพราะว่าท่านเจ้าเมืองเองก็มีใจชอบด้านกวีอยู่แล้ว และด้วยความเป็นอัจฉริยะของศรีปราชญ์นี้เองที่ทำให้ท่านเจ้าเมืองโปรดปราน เขา แต่แล้วศรีปราชญ์ไปมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับภรรยาน้อยของท่านเจ้าเมือง เข้า ท่านเจ้าเมืองโกรธมากและหึงหวงภรรยาน้อย จึงสั่งให้นำตัวศรีปราชญ์ไปประหารชีวิต ศรีปราชญ์ประท้วงโทษประหารชีวิตแต่ท่านเจ้าเมืองไม่ฟัง ซึ่งปัจจุบันเชื่อกันว่าสถานที่ใช้ล้างดาบที่ใช้ประหารชีวิตศรีปราชญ์นั้น ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรรมราช เรียกว่า "สระล้างดาบศรีปราชญ์และก่อนที่เพชฌฆาตจะลงดาบประหารศรีปราชญ์ ในลานประหารที่เป็นเนินดินปนทราย ศรีปราชญ์ได้ใช้หัวแม่เท้าเขียนบทโคลงสี่สุภาพเป็นบทสุดท้ายไว้กับพื้นธรณี ใจความว่า ธรณีนี่นี้................เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์...........หนึ่งบ้าง เราผิดท่านประหาร............เราชอบ เราบ่ผิดท่านมล้าง..............ดาบนี้คืนสนอง ฯ ในขณะที่ถูกประหารชีวิตนั้นศรีปราชญ์มีอายุประมาณ 30 หรือ 35 ปี หลังจากศรีปราชญ์เสียชีวิตลง อยู่มา วันหนึ่ง เมื่อพระนารายณ์ทรงแต่งโคลงกลอนติดขัดหาคนแต่งต่อให้ถูกพระทัยไม่ได้ ก็ทรงระลึกถึงศรีปราชญ์ จึงตรัสให้มีหนังสือ เรียกตัวกลับกรุงศรีอยุธยา และเมื่อพระองค์ทรงทราบข่าวว่า ตอนนี้ศรีปราชญ์ได้เสียชีวิตไปแล้วด้วยต้องโทษประหารจากเจ้าพระยานครศรีธรรมราช พระองค์ทรงพระพิโรธเจ้าเมืองนคร ฯ ผู้ซึ่งกระทำการโดยปราศจากการขอพระราชทานความเห็นชอบของพระองค์ ทรง ตรัสว่า "อ้ายพระยานครศรีฯ มันถือดีอย่างไร? ที่บังอาจสั่งประหารคนในปกครองของกูโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดของอ้ายศรีฯ นั้น ขนาดมันล่วงเกินกูในทำนองเดียวกัน กูยังไว้ชีวิตมันเลย ไม่ได้การไอ้คนพรรค์นี้เอาไว้ไม่ได้ " และยิ่งพระองค์ได้ทรงทราบถึงโคลงบทสุดท้ายของศรีปราชญ์จึงมีพระบรมราชโองการ ให้นำเอาดาบที่เจ้าพระยานคร ฯ ใช้ประหารศรีปราชญ์แล้วนั้น นำมาประหารชีวิตเจ้าพระยานคร ฯ ให้ตายตกไปตามกัน สมดังคำที่ศรีปราชญ์เขียนไว้เป็นโคลงบทสุดท้ายก่อนสิ้นชีวิตว่า “ ดาบนี้คืนสนอง ”
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 17 มกราคม 2012 เวลา 09:51 น. |